6 ร้านสุดฮอตเปิดใหม่ไม่ไปมีเอ้าท์

6 ร้านสุดฮอตเปิดใหม่ไม่ไปมีเอ้าท์

6 ร้านอาหารเปิดใหม่ที่มีทั้งขนมหวานสุดน่ารัก ร้านอาหารโรงแรมสุดหรู และบาร์ลึกลับสำหรับนักดื่มตัวยง

1 Ciao

Ciao

 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลได้ปรับปรุงร้านอาหารขนานใหญ่ต่าง ๆ ในโรงแรม รวมไปถึงร้านอาหารอิตาเลียนริมแม่น้ำอย่าง Ciao ซึ่งตอนนี้ถูกปรับปรุงให้มีบรรยากาศแบบสบาย ๆ มากขึ้น แต่ยังคงเสน่ห์ของอิตาลีไว้ในทุก ๆ รายละเอียดโดยสุดยอดเชฟ Nobert Kostner ผู้ที่ประจำอยู่ที่นี่เป็นเวลากว่า 30 ปี

 

 

โดยตัวร้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งพื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นที่นั่งเอาท์ดอร์สบาย ๆ ตกแต่งแบบเรียบง่ายผสมกับโต๊ะหินอ่อนสีดำและเก้าอี้เหล็กเพิ่มความหรูหราให้กับห้องอาหารแห่งนี้ ส่วนใครอยากตื่นตาตื่นใจก็สามารถนั่งทานกันได้ที่เคาน์เตอร์ติดกับห้องครัวและเตาอบพิซซ่า ซึ่งสามารถมองเห็นทุก ๆ ท่วงท่าของเชฟและบรรยากาศการทำอาหารได้

 

 

สำหรับอาหารเชฟได้นำเสนออาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิมแต่มีความรัสติกเพิ่มเข้ามา ซึ่งทุก ๆ จานล้วนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเป็นกันเองและความอบอุ่นในทุก ๆ คำ วัตถุดิบยังถูกคัดสรรมาอย่างดีทั้งจากในและนอกประเทศ รวมไปถึงวัตถุดิบเฉพาะที่ส่งตรงจากอิตาลี จานที่เราชื่นชอบคือสลัด Small Burrata (430 บาท) ที่ทานง่ายและให้ความรู้สึกสดชื่น โดยมาพร้อมมะเขือเทศเชอร์รี่ ถั่วเข็ม ผักกาดและซอสเพสโตสมุนไพร ส่วนอีกจาน Tuna Tartare (430 บาท) กับสมุนไพรและบีทรูทที่เต็มไปด้วยรสชาติและความสด ก่อนจะต่อด้วยจานหนัก ๆ อย่าง Grilled Tender Lamb Chop กับซอสพลัม มะเขือเทศ ผักโขมผัดเนยและโพเลนตาผัด (900 บาท)

 

 

 

และสิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือพิซซ่าซึ่งเข้ากันได้อย่างดีกับไวน์จากคำแนะนำของซอมเมอลิเยร์ เราขอแนะนำ Pizza Capricciosa (410 บาท) แป้งบางกรอบเนื้อแน่นแบบเฉพาะของที่ร้าน พร้อมรสจัดจ้านจากแก่นตะวัน เห็ด แฮม แองโชวี่ เคเปอร์ มะกอก และชีสมอสซาเรลลา และปิดท้ายมื้อด้วยของหวานสุดคลาสสิกอย่าง Ciao’s Signature Tiramisu (290 บาท) รสเข้มข้นจากบรั่นดีและเหล้ากาแฟ หรือ Panna Cotta (320 บาท) ที่มีทั้งรสสตรอว์เบอร์รี่ โรสแมรี่ กะเพรา และวานิลลา

 

 

แม้ว่าร้าน Ciao, Le Normandie และ Author’s Lounge จะเพิ่งกลับมาเปิดได้ไม่นาน แต่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม และมีแฟนมากมาย ๆ ที่ตามมาทาน เราจึงแนะนำให้จองโต๊ะก่อนไป ซึ่งเวลาที่ดีที่สุดคงจะเป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ มานั่งชมพระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับฟ้าที่ให้บรรยากาศโรแมนติกสุด ๆ หลังจากทานเสร็จก็อย่าลืมไปดื่มค็อกเทลที่ The Bamboo Bar ซึ่งตอนนี้มีเมนูเครื่องดื่มพิเศษเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 140 ปีของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลอีกด้วย

 

 

โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล, ซอยเจริญกรุง 40

02-659-9000

เปิดทุกวัน 18:00-22:00 น.

 

รายละเอียดร้าน >>

2 Rabbit Hole

Rabbit Hole

ในที่สุดย่านทองหล่อก็ได้เปิดรับบาร์ใหม่ที่น่าจะมาเปลี่ยนวงการค็อกเทลในย่านนี้และแนะนำผู้คนให้เข้าสู่โลกแห่งค็อกเทลแบบจริงจัง โดย Rabbit Hole เป็นบาร์ที่ซ่อนอยู่หลังประตูไม้เรียบ ๆ ที่พร้อมจะนำเราไปสู่การใช้ชีวิตยามราตรีที่น่าตื่นตาตื่นใจและค็อกเทลตัวใหม่ ๆ ที่รอให้เรามาลองโดยสองบาร์เทนเดอร์มากฝีมือ คุณสุวิญชา ช่า สิงห์สุวรรณ และคุณณภัทร ยอด ณัฐชาชล โดยคุณสุวิญชากล่าวกับเราว่า “สุดท้ายสูตรค็อกเทลมันก็คือสูตร ลูกค้าแต่ละคนดื่มไม่เหมือนกัน เราจึงต้องเรียนรู้จากลูกค้าตลอดเวลาและใส่ความตั้งใจลงไปในทุก ๆ แก้วเพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำค็อกเทลที่ดีที่สุด”

 

 

เมื่อก้าวผ่านประตูไม้เข้ามาจะพบกับห้องเพดานสูงโปร่ง เพิ่มบรรยากาศหรูหราด้วยบาร์หินอ่อนสีดำขนาดใหญ่และเบื้องหลังคือกำแพงที่เต็มไปด้วยคอลเลคชั่นเหล้าชั้นดีสลับกับลิ้นชักสีชมพูทองเรียงรายไว้อย่างสวยงาม ส่วนแสงสีของที่นี่จะเปลี่ยนไปตามเวลาและจังหวะเร่งเร้าของเสียงเพลงที่สร้างความคึกคักไปตามค่ำคืนที่ค่อย ๆ ผ่านไป โดยจะมีดีเจมาเปิดแผ่นให้ฟังกันสด ๆ ใครที่อยากได้ความเป็นส่วนตัวหรือมากันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เราแนะนำชั้นบน ซึ่งมีบาร์ที่สามารถทำเครื่องดื่มได้ทันกับจำนวนผู้คนที่แวะเวียนมา

 

 

สองบาร์เทนเดอร์ที่พร้อมชงค็อกเทลทั้งวินเทจและค็อกเทลที่ผสมผสานความคลาสสิกกับเทคนิคและลูกเล่นล้ำลึกต่าง ๆ แต่นำเสนอออกมาในรูปแบบที่เรียบง่าย ใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลองแก้วไหน เราขอแนะนำ Saffron Martini (450 บาท) มาร์ตินีดื่มง่ายกลิ่นหอมรสเปรี้ยวหวานกำลังดี ซึ่งมีการเคลือบแก้วด้วยแยม Yuzu ก่อนจะเทจินที่แช่กับหญ้าฝรั่ง Benedictine และใบเตยลงไป

 

 

คอดริ๊งก์ตัวจริงที่อยากเพิ่มดีกรีขึ้นไปอีก เราอยากให้ลอง Cosa Nostra (400 บาท) รสหวานนิด ๆ หอมกลิ่นควัน ซึ่งสิ่งที่เทออกมาจากเชคเกอร์นั้น เกิดจากการผสมแบบง่าย ๆ มีเพียง Cherry-infused Hennessy ควันซิการ์ และ Amaretto และที่สำคัญห้ามพลาด Cry Me The Moon (380 บาท) เด็ดขาด เพราะแก้วนี้ใช้เทคนิค Fat Wash โดยนำ White Truffle Oil-Infused Tanqueray Gin ไปแช่เย็นแล้วตักไขมันออก ก่อนนำมาผสมกับไซรัปใบเตยและน้ำแอปเปิ้ล นับเป็นดริ๊งก์ที่แรงทั้งกลิ่นและรส โดยคุณณภัทรเสริมอีกว่า “ค็อกเทลทุกตัวของเราจะคงความเรียบง่ายไว้ เราไม่อยากทำหรือใส่อะไรให้มันเยอะจนไม่เป็นธรรมชาติ” ส่วนใครที่มองหาเมนูอาหาร ต้องบอกไว้ก่อนว่าที่นี่เป็นค็อกเทลบาร์ที่มีเพียงแค่กับแกล้มเอาไว้ทานคู่กับดริ๊งก์เท่านั้น 

 

 

ซอยสุขุมวิท 55

081-822-3392

เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 19:00-02:00 น.

 

รายละเอียดร้าน >>

3 Elefin Cafe - วัดโพธิ์

Elefin Cafe - วัดโพธิ์

 

คอกาแฟไทยตัวจริงน่าจะรู้จักร้าน Elefin นี้เป็นอย่างดี เพราะร้านเพิ่งฉลองครบรอบ 10 ปีไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์พร้อมกับการเปิดตัวสาขาล่าสุด ซึ่งนับเป็นสาขาที่ 4 ใจกลางย่านยอดนิยมของชาวต่างชาติอย่างท่าเตียน ให้เป็นเหมือนอีกหนึ่งพื้นที่ที่สามารถมาพักผ่อนอ่านหนังสือในวันสบาย ๆ หรือมาทานอาหารไทยแท้ช่วงมื้อเที่ยงพร้อมกาแฟดี ๆ ที่คาเฟ่เล็ก ๆ แห่งนี้

 

 

ที่นี่ไม่เพียงแต่เสิร์ฟกาแฟคุณภาพรสนุ่มที่ผ่านการควบคุมกระบวนการทั้งหมดจากความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านกาแฟของคุณ Edwin Leebrick เจ้าของโรงคั่ว Lighthouse Roastery ในรัฐซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกาซึ่งจับมือร่วมกับคุณ Suzanne Vetillart Chayavichitsilp ผู้อยู่เบื้องหลังโรงแรมหรรษามากว่า 15 ปี โดยนำแรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทย เมล็ดกาแฟของที่นี่ทั้งหมดจึงมาจากแหล่งปลูกบนดอยช้าง จังหวัดเชียงราย

 

 

ซึ่งสาขาใหม่นี้มาพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่ที่ต่างจากเดิม ลุคที่เข้มขรึมของโครงร้านไม้ดั้งเดิมผสมผสานกับการใช้โทนสีเขียวเข้มและพื้นกระเบื้องที่ล้วนเล่าเรื่องราวเดียวกันกับสถาปัตยกรรมรอบด้านได้เป็นอย่างดี ผนังกระจกที่ลดความแข็งกระด้างของร้านลง ทำให้ Elefin เหมาะกับการนั่งเล่นมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างเพลิดเพลิน นอกจากบรรยากาศของร้านแล้ว เมล็ดกาแฟเบลนด์ไทยของที่นี่จะทำให้คุณประทับใจผ่านแก้วอย่าง Americano (70 บาท) Cappuccino (B90) Caffe Mocha (80 บาท) และ Cold Brew (100 บาท) ที่ผ่านกรรมวิธีการสกัดเย็นประมาณ 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

 

แถม Elefin ยังมีเมนูอาหารไทยที่เราจะต้องเซอร์ไพรส์กับรสมือ ด้วยความจัดจ้านและครบรสตามหลักอาหารไทย ซึ่งจานแนะนำเราได้มีโอกาสลองเป็น ปอเปี๊ยะสด (105 บาท) จานนี้เราประทับตรงความเหนียวนุ่มของแป้งและความสดของวัตถุดิบ ส่วนชุดส้มตำ Elefin (140 บาท) ที่สร้างความประทับใจ ด้วยส้มตำไทยที่เสิร์ฟมาพร้อมกับไก่ทอดและข้าวเหนียวดำ แถมมีอีกจานที่น่าลองอย่าง Vietnamese Bowl (160 บาท) มาพร้อมกับของทานเล่นอย่างไก่ทอด ปอเปี๊ยะทอด เส้นหมี่ และกุ้ง สำหรับจานเดี่ยวขอแนะนำเป็น ผัดไทย (125 บาท) เส้นจันทน์เหนียวนุ่มหาทานยาก หรือลองเส้นใหญ่ผัดขี้เมา (125 บาท) และราดหน้า (125 บาท)

 

 

ถนนมหาราช

02-622-1115

เปิดทุกวัน 07:00-22:00 น.

 

รายละเอียดร้าน >>

4 Rocket X - 72 Courtyard

Rocket X - 72 Courtyard

 

ไม่ว่าจะมีคาเฟ่เปิดมากมายแค่ไหนในกรุงเทพฯ ก็คงจะไม่มีใครลืมร้าน Rocket คาเฟ่สไตล์นอร์ดิคสุดฮิปสีฟ้าอ่อนในซอยสาทร 12 แห่งนี้ไปได้ ด้วยกาแฟ Cold Brew และบรั๊นช์จานสวย โดยล่าสุดทีมงานได้เปิดตัวร้านใหม่ ณ 72 Courtyard ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่แฮงก์เอาท์แห่งใหม่ย่านทองหล่อในเร็ว ๆ นี้

 

 

การตกแต่งร้านยังคงมู้ดเดิมกับบรรยากาศที่โปร่งสบาย โดยการใช้สีสว่างและตกแต่งด้วยโต๊ะหินอ่อนสีขาว ไม้สีอ่อน แซมด้วยสีฟ้าอ่อนประจำร้าน พร้อมเคาน์เตอร์ Take Away ขนาดใหญ่ นับว่าเป็นการนำเสนอบรรยากาศใหม่ ๆ ในมู้ดเดิม ๆ หลังจากที่คาเฟ่ทั้งหลายต่างมุ่งหน้าไปที่แนวอินดัสเทรียลและลอฟต์ทั้งหมด

 

 

โดยอาหารของที่นี่ยังคงดูแลโดย Executive Chef Chatin Dienel คนเดิมที่ยังคงนำเสนอของกินดื่มที่มีสไตล์และคุณภาพ ซึ่งที่ Rocket X นี้จะโฟกัสที่เมนูแซนด์วิช โดยเฉพาะไฮไลท์อย่าง เบเกิลสไตล์นิวยอร์ก กับราคาที่เป็นมิตรมากขึ้น ซึ่งเชฟพยายามจะทำทุกอย่างขึ้นมาเองในร้านเท่าที่จะทำได้และเน้นความสดใหม่ “ถึงแม้ว่าคุณจะซื้อของจากที่นี่แล้วหยิบมากินหลังประชุมงานหลายชั่วโมงถัดมา ทุกอย่างนั้นควรจะยังคงความสดใหม่และมีรสชาติดีเสมอ” เชฟกล่าว

 

 

สำหรับอาหารเราขอแนะนำ NYC Bagel with Cream Cheese (95 บาท), Rye Sourdough Cheese Toasties เสิร์ฟกับโชริโซ แยมมะเขือเทศ และชีส Gouda (185 บาท) ส่วนใครรักสุขภาพสามารถถามหา Super Spring Salad (160 บาท) สลัดคินัวกับหน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี ต้นอ่อนทานตะวัน เมล็ดเชีย ไข่ลวก และน้ำสลัดฮันนีมัสตาร์ด และ Black Rice Porridge (60 บาท) มาเติมพลังยามเช้าได้ไม่น้อย

 

 

สำหรับแฟน ๆ ที่ชอบเครื่องดื่มของ Rocket ก็สามารถมาลองเครื่องดื่มใหม่ ๆ ที่ครีเอทโดยคุณ Atchara Palleros บาริสต้ามากประสบการณ์กันได้ แถมยังมีข่าวดีแว่ว ๆ มาอีกว่า ร้าน Rocket จะมีการเปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ Rocket Fuel ในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย

 

 

ชั้น G, 72 Courtyard, ซอยสุขุมวิท 55

02-635-0404

เปิดทุกวัน 07:00-22:00 น.

 

รายละเอียดร้าน >>

5 Wing N’ Thing

Wing N’ Thing

 

นอกจากย่านพระนครจะมีทัศนียภาพและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจทั้งกับคนไทยและชาวต่างชาติแล้ว ในหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ยังมีสิ่งที่น่าดึงดูดให้ต้องแวะเวียนกลับมาเรื่อย ๆ ด้วยบาร์และร้านอาหารเล็ก ๆ ตามห้องแถวที่ทยอยกันมาเปิดตัว โดยล่าสุดบนถนนพระอาทิตย์ เพิ่งมีบาร์น้องใหม่อย่างร้าน Wing N’ Thing ลุคดิบเท่ของทีมงานร้าน The Shrimp Lover มาเปิดเทียบเคียงร้านเก๋า ๆ ในละแวกเดียวกันอย่างร้านเจ๊แดงก๋วยจั๊บญวนและก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย ซึ่งน่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนชอบบรรยากาศชิลล์ ๆ ก่อนเดินชมหรือไปสนุกสนานกันต่อที่ร้านอื่นในย่านนี้

 

 

ภายในร้านเล็กสองชั้นนี้ เน้นการตกแต่งแบบแมน ๆ ให้เข้ากับสไตล์อาหารและบาร์ ซึ่งมีผนังที่เน้นความดิบด้วยสีของผนังเก่า ภาพเพ้นต์ลวดลายจาง ๆ พื้นปูนเปลือย โครงเหล็กของชั้นวางของ โต๊ะเก้าอี้เหล็กสีดำ และโคมไฟดวงเล็กเปลือย ๆ ที่ให้ลุคง่าย ๆ แต่เพิ่มความสะอาดตาให้กับร้านด้วยบาร์กระเบื้องสีขาวที่ตั้งอยู่กลางร้าน

 

 

หากจะเรียก Wing N’ Thing ว่าเป็นร้านขายปีกไก่ทอดก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะตัวชูโรงเป็นปีกไก่กรอบ (6ชิ้น/160 บาท) ที่ผ่านการหมักถึงสองครั้งและทอดอีกสองครั้งจนได้ความกรอบพิเศษ และ Chicken New Orleans (6 ชิ้น/160 บาท) เหมาะจะเป็นกับแกล้มอย่างปฏิเสธไม่ได้ และอีกหนึ่งไฮไลท์คือการมีน้ำซอสสุดครีเอทีฟที่ทางร้านมีให้เลือกมากถึง 8 ชนิด โดยตัวที่น่าสนใจเห็นจะเป็น Top Secret Cheese Bar Dip, Basil Caramel Dip และ Jack Daniel BBQ (ถ้วยละ 25 บาท)

 

 

ส่วนจานที่หนักขึ้นมาหน่อย ทางร้านมี Roast Beef Grilled Cheese (250 บาท) Bacon Grilled Cheese (190 บาท) ลักษณะคล้ายแซนด์วิช ซึ่งใส่ทั้งชีส เห็ดแชมปิยองผัดกับเบคอนหอมกลิ่นรมควันที่ไม่มันเยิ้มอย่างที่คิด หรือจะลองเป็นพิซซ่าต้มยำกุ้ง (300 บาท) ก็เหมาะกับการสั่งมาแบ่งทานกันได้หลายคนเลยทีเดียว แล้วอย่าลืมสั่งเครื่องเคียงอย่าง เฟรนช์ฟรายเกรวี่ชีส (80 บาท) ชีสทอด (60 บาท) หรือมันบด (40 บาท) มาเสริมทัพด้วย

 

 

สำหรับเมนูเครื่องดื่ม ที่นี่มีทั้งดริ๊งก์ตัวคลาสสิกอย่าง Negroni (260 บาท) Magarita (200 บาท) Whiskey Sour (260 บาท) และ Sangria (200 บาท) หรือลองเป็นตัวซิกเนเจอร์ Bacon Blah Blah (230 บาท) ที่มีเบอร์เบิน เบคอน ไข่ขาว น้ำมะนาว และบิทเทอร์ รสชาติกลมกล่อมเลยทีเดียวสำหรับแก้วนี้ แถมด้วยดริ๊งค์อีกสองตัวที่สาว ๆ น่าจะชอบกัน อย่าง Best Aperol (200 บาท) ที่มีรัม เหล้ารสกล้วย เหล้ารสพีช และ Aperol และอีกตัว Lavender Passion (230 บาท) ที่มากับรัม มาลิบู น้ำเชื่อมกลิ่นลาเวนเดอร์ น้ำเสาวรส น้ำมะนาว และบิทเทอร์

 

 

ถนนพระอาทิตย์

086-605-0158

เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 16:00-22:00 น.

 

รายละเอียดร้าน >>

6 Shugaa

Shugaa

 

ร้านของหวานในย่านเอกมัยอย่าง Shugaa ติดอันดับร้านฮอตฮิตตั้งแต่เปิดเพียงไม่กี่วัน ด้วยขนมหน้าตาสวยงามและบรรยากาศร้านที่สามารถสแน็ปรูปสวย ๆ ได้ทุกมุม ขนมทุกชิ้นของที่นี่ถูกครีเอทโดยคุณโบ๊ท วชิรวิชญ์ ก้องภพจิรพัฒน์ เชฟหนุ่มไฟแรงที่สั่งสมประสบการณ์มาตั้งแต่ การได้คลุกคลีกับการทำขนมไทยกับคุณยายตั้งแต่เด็ก ๆ และหลังจากผ่านการทำงานในวงการมาสักพัก เขาก็พร้อมจะนำเสนอขนมใหม่ ๆ ที่ล้วนเกิดจากความรักและจินตนาการขึ้น

 

 

ร้านสุดเก๋นี้เป็นผลงานของทีมออกแบบภายในชื่อคุ้นหูอย่าง Party/Space/Design ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความครีเอทีฟและการเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เข้าถึงผู้คนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวร้านโปร่งโทนสีพาสเทลให้ความรู้สึกอบอุ่นผสมผสานกับการตกแต่งร้านที่เล่นกับการตกผลึกด้วยเหลี่ยมมุมและลักษณะที่โดดเด่นของน้ำตาล อาทิ บันไดเวียนล้อมรอบด้วยกล่องลูกบาศก์ใส เคาน์เตอร์ขนมสีขาวพร้อมรูปทรงเสมือนน้ำตาลหลายรูปแบบ หรือรูปปั้นหมีและนกฮัมมิ่งเบิร์ด

 

 

ขนมทุกชิ้นและ Plated Dessert ทุกจานนั้นมีแรงบันดาลใจมาจากอาหารต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งจานที่ทางร้านแนะนำคงจะเป็น Shugaa ที่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นจากเค้กลาวาเกาลัด ไอศกรีมมัทฉะ ถั่วแดงมองบลังค์ ข้าวกรอบ ซอสมิตาราชิ และโมชิคลุกผงถั่วเหลือง

 

 

นอกจากนี้ยังมีขนมชิ้นที่เวียนมาให้บริการเรื่อย ๆ อาทิ Kyotonite (190 บาท), Forest Gump (180 บาท), J’Stellar (185บาท) และ Cromp B’ (160 บาท) แต่ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์คือ Shugaa Dome (1,800 บาท) ที่ทำมาจากน้ำตาล Fondant หน้าตาน่ารัก โดยจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือสามารถสั่งทำพิเศษก็ได้

 

 

แถมที่นี่ยังมีเมนูบรั๊นช์เอาใจคนกรุงอย่าง Magret de Canard (365 บาท) เนื้อเป็ดย่างพร้อมซอสเบอร์รี่และมิโซะ หรือจานคลาสสิคอย่าง Smoked Salmon Benedict (255 บาท) ก่อนที่จะปิดท้ายมื้อน่ารัก ๆ ด้วย Shugria (145/245 บาท) และชาร้อน (160 บาท) ก็สามารถเข้าคู่กับทั้งอาหารและขนมได้อย่างลงตัว ส่วนแฟนตัวยงที่อยากเรียนรู้ ฝึกปรือฝีมือกับทีมงาน Shugaa ทางร้านจะมีเวิร์คช็อปปั้นน้ำตาล Fondant บนชั้นสองของร้านเร็ว ๆ นี้อีกด้วย

 

The Residence@61, ซอยสุขุมวิท 61

02-381-5940

Open Tue-Sun 10:00-20:00

 

รายละเอียดร้าน >>